วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

กฎหมายธูรก รรมทางอิเล็กทรอนิกส์


กฎหมาย;droit;jus;law;legislation;lex
กฎหมาย คืออะไร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 กำหนดคำนิยามความหมายของคำว่า กฎหมาย ไว้ว่า
กฎหมาย กฎ. น. กฎ ที่สถาบัน หรือ ผู้มีอํานาจสูงสุดในรัฐ ตราขึ้น หรือ ที่เกิดขึ้นจาก จารีตประเพณี อันเป็นที่ยอมรับนับถือ เพื่อ ใช้ในการบริหารประเทศ เพื่อ ใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม หรือ เพื่อกําหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หรือ ระหว่างบุคคลกับรัฐ
กฎหมายคืออะไรเป็นปัญหาที่ได้รับการถกเถียงกันมาตั้งแต่โบราณจวบจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เป็นที่ยุติ ทั้งนี้เพราะการให้ความหมายของคำว่า "กฎหมายแตกต่างไปตามแต่ว่าผู้ให้ความหมายนั้นมีแนวความคิดทางกฎหมายอย่างไร แต่ไม่ว่าสำนักความคิดใดหรือนักกฎหมายใดจะให้ความหมายของกฎหมายเป็นอย่างไรก็ตาม ก็เป็นที่ยอมรับตรงกันว่า กฎหมายสามารถจำแนกลักษณะได้ 4 ประการ"
1. กฎหมายต้องมีลักษณะเป็นเกณฑ์
2. กฎหมายต้องกำหนดความประพฤติของบุคคล
3. กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
4. กฎหมายต้องมีกระบวนการบังคับที่เป็นกิจลักษณะ




ดูได้ที่นี้ http://www.2ebook.com/free/readflash/index.php

ทำอย่างไร เมื่อต้องผ่าตัด

ทำอย่างไร เมื่อต้องผ่าตัด (ตอนที่1)


null
คุณจะต้องรับการผ่าตัด…ประโยคนี้ ใครได้ยินคงจะเสียวสันหลัง แต่คุณรู้หรือไม่ว่า ถ้าเรารู้จักดูแลตนเองทั้งก่อนและหลังเข้ารับการผ่าตัด สุขภาพร่างกายของผู้ป่วยจะสามารถฟื้นฟูได้อย่างรวด
เมื่อผู้ป่วยได้รับคำแนะนำจากแพทย์ว่า ควรจะได้รับการผ่าตัด ย่อมจะรู้สึกอึดอัด แม้ผู้ป่วยจะมีความลำบากจากอาการของโรคที่เป็นอยู่มากก็ตาม ส่วนใหญ่พบว่า เกิดจากความไม่รู้ว่า จะต้องเตรียมตัวอย่างไร สิ่งที่จะพบในห้องผ่าตัดมีอะไรบ้าง การปฏิบัติตัวหลังจากกลับมาจากการทำผ่าตัดและความวิตกกังวลจากผลของการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดจะอธิบายให้ผู้ป่วยฟังก่อนที่จะทำการผ่าตัดพอสังเขป
เมื่อเข้าห้องผ่าตัดก็ยังรู้สึกใจคอหวาดหวั่นอยู่ดี เพราะผู้อยู่แวดล้อมในห้องผ่าตัด ที่มีทั้งแพทย์ผ่าตัดถึงจะเป็นคนที่เคยคุ้นหน้าตาแต่เจอในสภาพแวดล้อมใหม่ เครื่องมืออุปกรณ์ที่หน้าตาแปลกไป วิสัญญีแพทย์และบรรดาพยาบาลในห้องผ่าตัดซึ่งอาจเป็นคนใหม่ที่ไม่คุ้นหน้ากันมาก่อน รวมถึงขั้นตอน วิธีการดำเนินการผ่าตัดซึ่งถึงแม้แพทย์จะอธิบายแต่ยังไม่เห็นภาพ ความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลการรักษา ทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้ผู้ป่วยเกิดความไม่มั่นใจ ดังนั้น พยาบาลจึงเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมพลังให้ผู้ป่วยลดความวิตกกังวลและเตรียมตัวเพื่อเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดได้อย่างมั่นใจ ปฏิบัติตัวเมื่อกลับมาจากห้องผ่าตัดได้อย่างถูกต้องเพื่อลดภาวะแทรกซ้อนหรือภาวะไม่พึงประสงค์
ตัดสินใจก่อนยอมลงมีด
  • ผู้ป่วยมักจะได้รับคำอธิบายจากแพทย์ว่า แพทย์สามารถรู้แล้วว่าเป็นโรคอะไร รู้วิธีและเป้าหมายการผ่าตัดที่ชัดเจน บางครั้งก็ยังไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรแน่ มีความเป็นไปได้หลายอย่าง มีบางอย่างที่จำเป็นต้องผ่าตัดและรุนแรง ซึ่งถ้าไม่รีบการแก้ไขแล้วจะเป็นอันตราย เช่น สงสัยว่า จะมีลำไส้อุดตันต้องผ่าด้วยเหตุผลเพื่อการวินิจฉัย หรือมีไส้ติ่งอักเสบ ต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เป็นต้น ถ้าหากว่า ไม่ได้อยู่ในสถาณการณ์ที่เป็นการรีบด่วนนัก ท่านควรจะได้ถามแพทย์ว่า ถ้าผ่าตัดแพทย์จะทำอะไร ทำแล้วผลที่คาดหวังจะเป็นอย่างไร มีการรักษาวิธีอื่นหรือไม่ ที่จะให้เลือก มีข้อดีข้อเสียอย่างไร แล้วท่านจึงเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะรับการผ่าตัดหรือรักษาวิธีอื่น
เตรียมตัวก่อนผ่าตัด
ก่อนผ่าตัดศัลยแพทย์จะอธิบายกับผู้ป่วยว่า จะผ่าตัดด้วยจุดมุ่งหมายอะไร ผ่าตัดอย่างไร ที่ไหน วิธีให้ยาระงับความรู้สึกหรือยาสลบอย่างไร และการผ่าตัดเป็นแบบผู้ป่วยนอก หรือต้องนอนโรงพยาบาล ซึ่งสิ่งที่ควรจะเตรียมตัวก่อนผ่าตัดดังนี้คือ
  • การลงนามยินยอมรับการรักษา ผู้ป่วยทุกคนที่เข้ามารับการรักษาต้องยินยอมให้ทำการรักษา การเซ็นการยินยอมเป็นเอกสารทางกฎหมายที่ยืนยันได้ว่า ผู้ป่วยได้รับการบอกกล่าวและเข้าใจทุกอย่างที่จะรับการรักษา หรือการสอดใส่อุปกรณ์บางอย่างเข้าไปตัวของผู้ป่วย รวมถึงการได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือดอีกด้วย ก่อนที่ผู้ป่วยจะเซ็นใบยินยอม ควรมั่นใจว่า เข้าใจทุกขั้นตอนของการผ่าตัด วิธีให้ยาระงับความรู้สึก อัตราเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้นทั้งระหว่างและหลังการผ่าตัด ภาวะเสี่ยงต่อความพิการหรือการเสียชีวิต ส่วนของร่างกายที่ถูกตัดออก ปกติผู้ป่วยควรเป็นผู้ลงนามในใบยินยอมรับการรักษาด้วยตนเอง เว้น แต่อยู่ในภาวะไม่รู้สติ หรืออยู่ในภาวะที่กฎหมายไม่อนุญาต เช่น สติวิปลาส และอายุไม่ครบเกณฑ์ 18 ปี
  • การให้ประวัติความเจ็บป่วย การรักษาและการใช้ยา หรือสิ่งเสพติดอื่นๆ เช่น
  • ต้องบอกกับแพทย์ว่าเป็นโรคอะไรที่กำลังรับการรักษาอยู่ รับประทานยาอะไรเป็นประจำหรือเปล่า เช่น เป็นหืด เป็นเบาหวาน เป็นโรคเลือดออกง่าย มีจ้ำเลือดตามร่างกาย กำลังรักษาอยู่ด้วยยาอะไรบ้าง หรือนำยามาให้แพทย์/พยาบาล ถามแพทย์ว่าควรใช้ยาต่อหรือทำอย่างไร โดยเฉพาะท่านที่ใช้ยาที่มีส่วนผสมของสารต้านการแข็งตัวของเลือด หรือรับประทานสมุนไพรอะไรอยู่บ้าง ท่านเคยแพ้ยาอะไรบ้าง แพ้แล้วมีอาการอย่างไร
  • เคยผ่าตัดมาก่อนหรือไม่ ถ้าเคย เคยผ่าตัดอะไร ใช้ยาชาหรือดมยาสลบ มีผลแทรกซ้อนอะไรบ้างเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับวิสัญญีแพทย์ในการใช้วิธีการระงับความรู้สึก
  • ถ้าเคยดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่เป็นประจำ ก็ควรจะงดเว้นก่อนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน หรือตามคำสั่งการรักษาของแพทย์ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องใช้วิธีดมยาสลบ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากปอดทำงานไม่ดีซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะปอดอักเสบจากการสูดสำลัก (aspiration pneumonia) หรือ ไอมากหลังผ่าตัดซึ่งจะส่งผลให้เกิดแผลแยกในผู้ป่วยที่มีการทำผ่าตัดทางหน้าท้อง
  • ควรจะปล่อยวางเรื่องงานบางอย่างให้ลดลงช่วงก่อนและหลังผ่าตัด รักษาสุขภาพทั้งเรื่องการรับประทานอาหาร การออกกำลังกายและการพักผ่อนตามสมควร รวมทั้งการรับประทานยาบำรุงร่างกาย เช่นยาบำรุงเลือดที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
  • ถ้าเป็นการผ่าตัดใหญ่และอาจต้องเสียเลือด ไม่รีบด่วนนัก ก็ควรจะให้เลือดของตัวเองเตรียมไว้ก่อน เผื่อจำเป็นต้องได้รับเลือดทดแทนที่เสียไปจากการผ่าตัด
  • ระหว่างวันใกล้ผ่าตัดหรือก่อนการทำผ่าตัด ถ้าไม่สบายด้วยเรื่องอะไรแม้เพียงเล็กน้อย เช่น เป็นหวัด มีผื่นคัน ฯลฯ ควรบอกกับแพทย์
null
วันก่อนผ่าตัดก่อนที่ผู้ป่วยจะเข้ารับการผ่าตัด จะมีการนัดหมายมาจากโรงพยาบาล ซึ่งอาจเป็นภายในวันเดียวกันหรือวันก่อนหน้าวันผ่าตัด ซึ่งคุณจะต้องเตรียมตัว ดังนี้
  • ควรทำความสะอาดผิวหนังและร่างกายในคืนก่อนทำผ่าตัด เนื่องจากบริเวณที่จะทำผ่าตัดต้องสะอาด ควรทำความสะอาดด้วยสบู่และน้ำสะอาดเพื่อลดจำนวนแบคทีเรียที่ผิวหนัง อาจมีบางการผ่าตัดที่แพทย์มีคำสั่งการรักษาให้โกนขนบริเวณที่จะทำผ่าตัด
  • ควรงดดื่มน้ำและรับประทานอาหารทุกชนิด ก่อนเวลาผ่าตัดประมาณ 6-8 ช.ม. (ถ้าเผอิญคุณดื่มหรือรับประทานอาหารอะไรระหว่างช่วงเวลานี้อย่าลืมบอกแพทย์-พยาบาลด้วย) หากมียาที่จำเป็นต้องรับประทานในเช้าวันผ่าตัด เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ ควรรับประทานยาและน้ำปริมาณเพียงเล็กน้อย เพื่อช่วยลดอาการอาเจียน หรือการสำลักอาเจียนเข้าไปในทางเดินหายใจ ลดอัตราเสี่ยงจากลำไส้อุดตัน ในรายที่ได้รับการผ่าตัดช่องท้อง จะทำให้ศัลยแพทย์มองเห็นส่วนต่างๆของลำไส้ขณะที่ทำผ่าตัด และป้องกันการปนเปื้อนของอุจาระในลำไส้ระหว่างที่ทำผ่าตัด
  • ในกรณีที่มีการทำผ่าตัดเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร รอบๆทวารหนักและอุ้งเชิงกรานอาจจะได้รับยาระบาย หรือสวนอุจจาระก่อนการทำผ่าตัด
  • คุณอาจจะได้รับการตรวจร่างกาย ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซ์เรย์ปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
  • ไม่ควรนำของมีค่า เช่น เครื่องประดับ หรือเงินจำนวนมากติดตัวไป เนื่องจากอาจเกิดการสูญหาย ให้นำเฉพาะของใช้ส่วนตัวจริง ๆ หรืออาจให้ญาตินำมาให้ภายหลัง
  • หากท่านมีฟันปลอม หรือมีฟันผุ ฟันโยกควรแจ้งให้ศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์หรือพยาบาลทราบก่อนผ่าตัดเนื่องจากอาจเกิดฟันหลุดร่วงลงไปในลำคอระหว่างการใส่ท่อช่วยหายใจในรายที่มีการให้ยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไป
วันที่ผ่าตัด
ในวันผ่าตัด ผู้ป่วยจำเป็นต้องเตรียมใจกับหลายอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่คุณก็สามารถตั้งรับได้ด้วยการเตรียมพร้อม
ที่หอผู้ป่วย
  • ท่านอาจได้รับน้ำเกลือเข้าเส้นเลือด และการคาสายสวนปัสสาวะตั้งแต่ที่หอผู้ป่วย หรือได้รับน้ำเกลือและคาสายสวนปัสสาวะที่ห้องผ่าตัด
ที่ห้องผ่าตัด
  • วิธีการให้ยาระงับความรู้สึก การใช้วิธีไม่ให้คนไข้ปวดมีหลายวิธีที่แพทย์จะเลือกใช้ตามความเหมาะสมแล้วแต่อวัยวะที่จะผ่าตัด เช่น ผ่าตัดเล็กน้อย เช่น ผ่าฝีที่ผิวหนัง, ผ่าถุงน้ำที่ผิวหนัง ก็ใช้แค่ยาชาฉีดเฉพาะที่จะผ่าตัด
    แต่ถ้าเป็นการผ่าตัดใหญ่ เช่น กระดูกแขน ขาหัก ก็จะต้อง block เส้นประสาทด้วยยาชาให้มีส่วนที่ชาเป็นพื้นที่กว้าง ถ้าผ่าตัดเกี่ยวกับช่องท้อง ศีรษะ หรือหลาย ๆ อวัยวะในคราวเดียวกัน ก็ใช้วิธีดมยาสลบ การ block หลังก็เป็นการใช้ยาชาเฉพาะส่วนอย่างหนึ่ง เพื่อให้ส่วนล่างของร่างกายไม่รู้สึกเจ็บ เช่น การผ่าตัดไส้ติ่ง
  • เครื่องมือและอุปกรณ์ ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับยาระงับความรู้สึกแบบทั่วไป คุณจะได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจผ่านทางปาก โดยฉีดยานำสลบและยาคลายกล้ามเนื้อ จากนั้นวิสัญญีแพทย์จะสอดท่อช่วยหายใจเข้าทางปากเพื่อใส่ลงไปในหลอดลม และเมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้น วิสัญญีแพทย์จะถอดท่อช่วยหายใจออก ซึ่งท่อช่วยหายใจและยาคลายกล้ามเนื้อจะส่งผลให้ผู้ป่วยรู้สึกเจ็บคอ หรือระคายคอ มีเสมหะ ภายหลังจากการผ่าตัด
หลังจากที่คุณหมอผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้ป่วยควรจะดูแลตนเองอย่างไร เอาเป็นว่า คงต้องติดตามกัันต่อในตอนจบของ “ทำอย่างไร เมื่อต้องผ่าตัด” ที่จะทำให้คุณฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
null
ลิขสิทธิ์บทความของ e-magazine.info

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

การปฐมพยาบาล..คนทีโดนไฟฟ้าดูด..

การปฐมพยาบาล..คนทีโดนไฟฟ้าดูด.. 
"ถ้าถูกไฟฟ้าดูดจะมีวิธีช่วยเหลือผู้ที่ถูกไฟฟ้าดูดอย่างไรบ้าง? และผู้ทำการช่วยเหลือจะต้องปฎิบัติอย่างไรโดยที่เราไม่โดนไฟฟ้าดูดโดยทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น"
 คนที่ถูกไฟฟ้าดูดเป็นเวลานานอาจจะเสียชีวิตได้ เนื่องจากส่วนที่ไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายจะทำให้เกิดความร้อนขึ้นมา  และอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่ออวัยวะภายในซึ่งเป็นส่วนที่อ่อนที่สุดของร่างกาย ดังนั้นถ้าพบเห็นคนถูกไฟฟ้าดูดให้นำตัวออกมาจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด เพื่อทำการช่วยเหลือ โดยที่คนช่วยเองต้องไม่โดนไฟ้ฟ้าดูด
การช่วยเหลือผู้ประสบอันตราย ผู้ที่จะช่วยเหลือผู้ที่ประสบอันตรายจากไฟฟ้าต้องรู้จักวิธีที่ถูกต้อง ในการช่วยเหลือดังนี้
 1. อย่าใช้มือเปล่าแตะต้องตัวผู้ที่ติดอยู่กับกระแสไฟฟ้า หรือตัวนำที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอันตรายเป็นอันขาด เพื่อป้องกันมิให้ถูกกระแสไฟฟ้าจนได้รับอันตรายไปด้วย
 2. รีบหาทางตัดกระแสไฟฟ้า โดยฉับไว จะด้วยการถอดปลั๊กหรืออ้าสวิตซ์ออกก็ได้
 3. ใช้วัตถุที่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า เช่น ผ้า ไม้แห้ง เชือกที่แห้ง สายยาง หรือพลาสติกที่แห้งสนิท ถุงมือยางหรือผ้าแห้งพันมือให้หนา แล้วถึงผลักหรือฉุดตัวผู้ประสบอันตรายให้หลุดออกมาโดยเร็วเขี่ยสายไฟให้หลุดออกจากตัวผู้ประสบอันตราย
 4. หากเป็นสายไฟฟ้าแรงสูงให้พยายามหลีกเลี่ยง แล้วรีบแจ้งการไฟฟ้าให้เร็วที่สุด
 5. อย่าลงไปในน้ำ กรณีที่มีกระแสไฟฟ้าอยู่ในบริเวณที่มีน้ำขัง ต้องหาทางเขี่ยสายไฟฟ้าออกให้พ้น หรือตัดกระแสไฟฟ้าก่อน จึงค่อยไปช่วยผู้ประสบอันตราย
 การช่วยผู้ประสบอันตรายจากไฟฟ้า ดังที่กล่าวมาแล้วจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกระทำด้วยความรวดเร็ว รอบคอบและระมัดระวังเป็นพิเศษด้วย

การปฐมพยาบาล
 เมื่อได้ทำการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้แล้ว จะด้วยวิธีใดก็ตาม หากปรากฎว่าผู้เคราะห์ร้ายที่ช่วยออกมานั้นหมดสติไม่รู้สึกตัว หัวใจหยุดเต้น และไม่หายใจ ซึ่งสังเกตได้จากอาการที่เกิดขึ้นดังนี้ คือริมฝีปากเขียว, สีหน้าซีด,เขียวคล้ำ, ทรวงอกเคลื่อนไหวน้อยมากหรือไม่เคลื่อนไหว, ชีพจรบริเวณคอเต้นช้าและเบามาก, ถ้าหัวใจหยุดเต้นจะคลำชีพจรไม่พบ, ม่านตาขยายค้างไม่หดเล็กลงหมดสติไม่รู้สึกตัว ต้องรีบทำการปฐมพยาบาลทันทีเพื่อให้ปอดและหัวใจทำงาน โดยวิธีการผายปอดด้วยการให้ลมทางปาก หรือที่เรียกว่า"เป่าปาก" ร่วมกับการนวดหัวใจก่อนนำผู้ป่วยส่งแพทย์
การผายปอดโดยวิธีให้ลมทางปาก
 1. ให้ผู้ป่วยนอนราบ จัดท่าที่เหมาะสมเพื่อเปิดทางอากาศเข้าสู่ปอด โดยผู้ปฐมพยาบาลอยู่ด้านข้างขวา หรือข้างซ้ายบริเวณศรีษะของผู้ป่วย ใช้มือข้างหนึ่งดึงคางผู้ป่วยมาข้างหน้า พร้อมกับใช้มืออีกข้างหนึ่งดันหน้าผากไปทางหลัง เป็นวิธีป้องกันไม่ให้ลิ้นตกไปอุดปิดทางเดินหายใจ แต่ต้องระวังไม่ให้นิ้วมือที่ดึงคางนั้นกดลึกลงไปในส่วนเนื้อใต้คาง เพราะจะทำให้อุดกั้นทางเดินหายใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กๆ
 สำหรับเด็กแรกเกิดไม่ควรนอนหงายคอมากเกินไป เพราะแทนที่จะเปิดทางเดินหายใจ อาจจะทำให้หลอดลมแฟบ และอุดตันทางเดินหายใจได้
 2. สอดนิ้วหัวแม่มือเข้าไปในปากจนปากอ้า ล้วงสิ่งของในปากที่จะขวางทางเดินหายใจออกให้หมด เช่นฟันปลอม เศษอาหาร เป็นต้น
 3. ผู้ปฐมพยาบาลอ้าปากให้กว้างหายใจเข้าเต็มที่ มือข้างหนึ่งบีบจมูกผู้ป่วยให้แน่นสนิท ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งยังคงดึงคางผู้ป่วยมาข้างหน้า แล้วจึงประกบปิดปากผู้ป่วยพร้อมเป่าลมเข้าไปทำในลักษณะนี้เป็นจังหวะ 12-15 ครั้งต่อนาที
4. ขณะทำการเป่าปาก ตาต้องเหลือบดูด้วยว่าหน้าอกผู้ป่วยมีการขยายขึ้นลงหรือไม่ หากไม่มีการกระเพื่อมขึ้นลงอาจเป็นเพราะท่านอนไม่ดีหรือมีสิ่งกีดขวางทางเดินทางหายใจ
 ในรายที่ผู้ป่วยอ้าปากไม่ได้ หรือด้วยสาเหตุใดที่ไม่สามารถเป่าปากได้ ให้เป่าลมเข้าทางจมูกแทน โดยใช้วิธีปฎิบัติทำนองเดียวกับการเป่าปาก  ในรายเด็กแรกเกิดหรือเด็กเล็ก ใช้วิธีเป่าลมเข้าทางปากและจมูกไปพร้อมกัน



     
   ตำแหน่งและวิธีการนวดหัวใจผู้ป่วย
เมื่อผู้ป่วยล้มในท่านอนคว่ำหน้าให้พลิกตัวและจัดท่านอนใหม่แล้วตรวจชีพจรและสังเกตที่หน้าอกเพื่อดูการหายใจ
การให้โลหิตไหลเวียนโดยวิธีนวดหัวใจ เมื่อพบว่าหัวใจผู้ป่วยหยุดเต้นโดยทราบได้จากการฟังเสียงหัวใจเต้น และการจับชีพจรดูการเต้นของหลอดเลือดแดงที่คอ ที่ขาหนีบ ที่ข้อพับแขน หรือที่ข้อมือ ต้องรีบทำการช่วยให้หัวใจกลับเต้นทันที การนวนหัวใจดังวิธีการต่อไปนี้
 1. ให้ผู้ป่วยนอนราบกับพื้นแข็งๆ หรือใช้ไม้กระดานรองที่หลังของผู้ป่วยผู้ปฐมพยาบาลหรือผู้ปฎิบัติคุกเข่าลงข้างขวาหรือข้างซ้ายบริเวณหน้าอกผู้ป่วยคลำหาส่วนล่างสุดของกระดูกอกที่ต่อกับกระดูกซี่โครง โดยใช้นิ้วสัมผัสชายโครงไล่ขึ้นมา (หากคุกเข่าข้างขวาใช้มือขวาคลำหากระดูกอก หากคุกเขาซ้ายใช้มือซ้าย)
 2. วางนิ้วชี้และนิ้วกลางตรงตำแหน่งที่กระดูกซี่โครงต่อกับกระดูกอกส่วนล่างสุด วางสันมืออีกข้างบนตำแหน่งถัดจากนิ้วชี้และนิ้วกลางนั้น
 ซึ่งตำแหน่งของสันมือที่วางอยู่บนกระดูกหน้าอกนี้ จะเป็นตำแหน่งที่ถูกต้องในการนวดหัวใจต่อไป
 3. วางมืออีกข้างทับลงบนหลังมือที่วางในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้วเหยียดนิ้วมือตรงแล้วเกี่ยวนิ้วมือ 2 ข้างเข้าด้วยกันแล้วเหยียดแขนตรงโน้มตัวตั้งฉากกับหน้าอกผู้ป่วยทิ้งน้ำหนักลงบนแขน ขณะกดกับหน้าอกผู้ป่วย ให้กระดูกลดระดับลง 1.5-2 นิ้ว
 เมื่อกดสุดให้ผ่อนมือขึ้นโดยที่ตำแหน่งมือไม่ต้องเลื่อนไปจากจุดที่กำหนด ขณะกดหน้าอกนวดหัวใจ ห้ามให้นิ้วมือกดลงบนกระดูกซี่โครงผู้ป่วย
 4. เพื่อให้ช่วงเวลาการกดแต่ละครั้งคงที่และจังหวะการสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจพอเหมาะกับที่ร่างกายต้องการใช้วิธีนับจำนวนครั้งที่กดดังนี้ หนึ่ง และ สอง และ สาม และ สี่และห้า...โดยกดทุกครั้งที่นับตัวเลขและปล่อยตอน คำว่าและ สลับกันไปอย่างนี้ให้ได้อัตราการกดประมาณ 80-100 ครั้งต่อนาที
 5. ถ้าผู้ปฎิบัติมีคนเดียว ให้นวดหัวใจ 15 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก2ครั้งทำสลับกันเช่นนี้จนครบ 4 รอบแล้วให้ตรวจชีพจรและการหายใจ หากคลำชีพจรต้องนวนหัวใจต่อ แต่ถ้าคลำชีพจรได้และยังไม่หายใจต้องเป่าปากต่อไปอย่างเดียว
 6. ถ้ามีผู้ปฎิบัติ 2 คน ให้นวดหัวใจ 5 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 1 ครั้ง โดยขณะที่เป่าปากอีกคนหนึ่งต้องหยุดนวดหัวใจ
 7. ในเด็กแรกเกิดหรือเด็กอ่อน การนวดหัวใจใช้เพียงนิ้วหัวแม่มือกดกลางกระดูกหน้าอกให้ได้อัตราเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที โดยใช้นิ้วมือโอบรอบทรวงอกสองข้างแล้วใช้หัวแม่มือกด
 ในการนวนหัวใจตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ต้องทำอย่างระมัดระวังและถูกวิธีถ้าทำไม่ถูกวิธีหรือรุนแรงอาจเกิดอันตรายได้ เช่นกระดูกซี่โครงหัก ตับและม้ามแตกได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
 การเป่าปากเพื่อช่วยหายใจและการนวดหัวใจเพื่อช่วยในการไหลเวียนเลือดนี้ต้องทำให้สัมพันธ์กัน แต่อย่าทำพร้อมกัน เพราะจะไม่ได้ผลทั้งสองอย่างเมื่อช่วยหายใจและนวดหัวใจอย่างได้ผลแล้ว 1-2 นาทีให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีหัวใจเต้นได้เองอย่างต่อเนื่องหรือไม่ สีผิวการหายใจและความรู้สึกตัวดีขึ้นหรือไม่ม่านตาหดเล็กลงหรือไม่ หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวแสดงว่าการปฐมพยาบาลได้ผล แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ควรเลิกช่วยเหลือจนกว่าจะส่งผู้ป่วยให้อยู่ในความดูแลของแพทย์แล้ว
สรุปเป็นขั้นตอนการช่วยเหลือผู้ที่ถูกไฟดูด

อ้างอิงข้อมูลจาก : เอกสารเผยแพร่ของฝ่ายป้องกันอุบัติภัย การไฟฟ้านครหลวง
กองบรรณาธิการ
คัดมาจาก : อิเล็กทรอนิกส์แฮนด์บุ๊ค ฉบับที่ 96 สิงหาคม