| การปฐมพยาบาล..คนทีโดนไฟฟ้าดูด.. "ถ้าถูกไฟฟ้าดูดจะมีวิธีช่วยเหลือผู้ที่ถูกไฟฟ้าดูดอย่างไรบ้าง? และผู้ทำการช่วยเหลือจะต้องปฎิบัติอย่างไรโดยที่เราไม่โดนไฟฟ้าดูดโดยทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น" คนที่ถูกไฟฟ้าดูดเป็นเวลานานอาจจะเสียชีวิตได้ เนื่องจากส่วนที่ไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายจะทำให้เกิดความร้อนขึ้นมา และอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่ออวัยวะภายในซึ่งเป็นส่วนที่อ่อนที่สุดของร่างกาย ดังนั้นถ้าพบเห็นคนถูกไฟฟ้าดูดให้นำตัวออกมาจากจุดเกิดเหตุให้เร็วที่สุด เพื่อทำการช่วยเหลือ โดยที่คนช่วยเองต้องไม่โดนไฟ้ฟ้าดูด
การปฐมพยาบาล เมื่อได้ทำการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้แล้ว จะด้วยวิธีใดก็ตาม หากปรากฎว่าผู้เคราะห์ร้ายที่ช่วยออกมานั้นหมดสติไม่รู้สึกตัว หัวใจหยุดเต้น และไม่หายใจ ซึ่งสังเกตได้จากอาการที่เกิดขึ้นดังนี้ คือริมฝีปากเขียว, สีหน้าซีด,เขียวคล้ำ, ทรวงอกเคลื่อนไหวน้อยมากหรือไม่เคลื่อนไหว, ชีพจรบริเวณคอเต้นช้าและเบามาก, ถ้าหัวใจหยุดเต้นจะคลำชีพจรไม่พบ, ม่านตาขยายค้างไม่หดเล็กลงหมดสติไม่รู้สึกตัว ต้องรีบทำการปฐมพยาบาลทันทีเพื่อให้ปอดและหัวใจทำงาน โดยวิธีการผายปอดด้วยการให้ลมทางปาก หรือที่เรียกว่า"เป่าปาก" ร่วมกับการนวดหัวใจก่อนนำผู้ป่วยส่งแพทย์ การผายปอดโดยวิธีให้ลมทางปาก 1. ให้ผู้ป่วยนอนราบ จัดท่าที่เหมาะสมเพื่อเปิดทางอากาศเข้าสู่ปอด โดยผู้ปฐมพยาบาลอยู่ด้านข้างขวา หรือข้างซ้ายบริเวณศรีษะของผู้ป่วย ใช้มือข้างหนึ่งดึงคางผู้ป่วยมาข้างหน้า พร้อมกับใช้มืออีกข้างหนึ่งดันหน้าผากไปทางหลัง เป็นวิธีป้องกันไม่ให้ลิ้นตกไปอุดปิดทางเดินหายใจ แต่ต้องระวังไม่ให้นิ้วมือที่ดึงคางนั้นกดลึกลงไปในส่วนเนื้อใต้คาง เพราะจะทำให้อุดกั้นทางเดินหายใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กๆ สำหรับเด็กแรกเกิดไม่ควรนอนหงายคอมากเกินไป เพราะแทนที่จะเปิดทางเดินหายใจ อาจจะทำให้หลอดลมแฟบ และอุดตันทางเดินหายใจได้ 2. สอดนิ้วหัวแม่มือเข้าไปในปากจนปากอ้า ล้วงสิ่งของในปากที่จะขวางทางเดินหายใจออกให้หมด เช่นฟันปลอม เศษอาหาร เป็นต้น 3. ผู้ปฐมพยาบาลอ้าปากให้กว้างหายใจเข้าเต็มที่ มือข้างหนึ่งบีบจมูกผู้ป่วยให้แน่นสนิท ในขณะที่มืออีกข้างหนึ่งยังคงดึงคางผู้ป่วยมาข้างหน้า แล้วจึงประกบปิดปากผู้ป่วยพร้อมเป่าลมเข้าไปทำในลักษณะนี้เป็นจังหวะ 12-15 ครั้งต่อนาที
4. ขณะทำการเป่าปาก ตาต้องเหลือบดูด้วยว่าหน้าอกผู้ป่วยมีการขยายขึ้นลงหรือไม่ หากไม่มีการกระเพื่อมขึ้นลงอาจเป็นเพราะท่านอนไม่ดีหรือมีสิ่งกีดขวางทางเดินทางหายใจ
ในรายที่ผู้ป่วยอ้าปากไม่ได้ หรือด้วยสาเหตุใดที่ไม่สามารถเป่าปากได้ ให้เป่าลมเข้าทางจมูกแทน โดยใช้วิธีปฎิบัติทำนองเดียวกับการเป่าปาก ในรายเด็กแรกเกิดหรือเด็กเล็ก ใช้วิธีเป่าลมเข้าทางปากและจมูกไปพร้อมกัน ตำแหน่งและวิธีการนวดหัวใจผู้ป่วย
เมื่อผู้ป่วยล้มในท่านอนคว่ำหน้าให้พลิกตัวและจัดท่านอนใหม่แล้วตรวจชีพจรและสังเกตที่หน้าอกเพื่อดูการหายใจ
การให้โลหิตไหลเวียนโดยวิธีนวดหัวใจ เมื่อพบว่าหัวใจผู้ป่วยหยุดเต้นโดยทราบได้จากการฟังเสียงหัวใจเต้น และการจับชีพจรดูการเต้นของหลอดเลือดแดงที่คอ ที่ขาหนีบ ที่ข้อพับแขน หรือที่ข้อมือ ต้องรีบทำการช่วยให้หัวใจกลับเต้นทันที การนวนหัวใจดังวิธีการต่อไปนี้
1. ให้ผู้ป่วยนอนราบกับพื้นแข็งๆ หรือใช้ไม้กระดานรองที่หลังของผู้ป่วยผู้ปฐมพยาบาลหรือผู้ปฎิบัติคุกเข่าลงข้างขวาหรือข้างซ้ายบริเวณหน้าอกผู้ป่วยคลำหาส่วนล่างสุดของกระดูกอกที่ต่อกับกระดูกซี่โครง โดยใช้นิ้วสัมผัสชายโครงไล่ขึ้นมา (หากคุกเข่าข้างขวาใช้มือขวาคลำหากระดูกอก หากคุกเขาซ้ายใช้มือซ้าย) 2. วางนิ้วชี้และนิ้วกลางตรงตำแหน่งที่กระดูกซี่โครงต่อกับกระดูกอกส่วนล่างสุด วางสันมืออีกข้างบนตำแหน่งถัดจากนิ้วชี้และนิ้วกลางนั้น ซึ่งตำแหน่งของสันมือที่วางอยู่บนกระดูกหน้าอกนี้ จะเป็นตำแหน่งที่ถูกต้องในการนวดหัวใจต่อไป 3. วางมืออีกข้างทับลงบนหลังมือที่วางในตำแหน่งที่ถูกต้องแล้วเหยียดนิ้วมือตรงแล้วเกี่ยวนิ้วมือ 2 ข้างเข้าด้วยกันแล้วเหยียดแขนตรงโน้มตัวตั้งฉากกับหน้าอกผู้ป่วยทิ้งน้ำหนักลงบนแขน ขณะกดกับหน้าอกผู้ป่วย ให้กระดูกลดระดับลง 1.5-2 นิ้ว เมื่อกดสุดให้ผ่อนมือขึ้นโดยที่ตำแหน่งมือไม่ต้องเลื่อนไปจากจุดที่กำหนด ขณะกดหน้าอกนวดหัวใจ ห้ามให้นิ้วมือกดลงบนกระดูกซี่โครงผู้ป่วย 4. เพื่อให้ช่วงเวลาการกดแต่ละครั้งคงที่และจังหวะการสูบฉีดเลือดออกจากหัวใจพอเหมาะกับที่ร่างกายต้องการใช้วิธีนับจำนวนครั้งที่กดดังนี้ หนึ่ง และ สอง และ สาม และ สี่และห้า...โดยกดทุกครั้งที่นับตัวเลขและปล่อยตอน คำว่าและ สลับกันไปอย่างนี้ให้ได้อัตราการกดประมาณ 80-100 ครั้งต่อนาที 5. ถ้าผู้ปฎิบัติมีคนเดียว ให้นวดหัวใจ 15 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก2ครั้งทำสลับกันเช่นนี้จนครบ 4 รอบแล้วให้ตรวจชีพจรและการหายใจ หากคลำชีพจรต้องนวนหัวใจต่อ แต่ถ้าคลำชีพจรได้และยังไม่หายใจต้องเป่าปากต่อไปอย่างเดียว 6. ถ้ามีผู้ปฎิบัติ 2 คน ให้นวดหัวใจ 5 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 1 ครั้ง โดยขณะที่เป่าปากอีกคนหนึ่งต้องหยุดนวดหัวใจ 7. ในเด็กแรกเกิดหรือเด็กอ่อน การนวดหัวใจใช้เพียงนิ้วหัวแม่มือกดกลางกระดูกหน้าอกให้ได้อัตราเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที โดยใช้นิ้วมือโอบรอบทรวงอกสองข้างแล้วใช้หัวแม่มือกด ในการนวนหัวใจตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ต้องทำอย่างระมัดระวังและถูกวิธีถ้าทำไม่ถูกวิธีหรือรุนแรงอาจเกิดอันตรายได้ เช่นกระดูกซี่โครงหัก ตับและม้ามแตกได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ การเป่าปากเพื่อช่วยหายใจและการนวดหัวใจเพื่อช่วยในการไหลเวียนเลือดนี้ต้องทำให้สัมพันธ์กัน แต่อย่าทำพร้อมกัน เพราะจะไม่ได้ผลทั้งสองอย่างเมื่อช่วยหายใจและนวดหัวใจอย่างได้ผลแล้ว 1-2 นาทีให้สังเกตว่าผู้ป่วยมีหัวใจเต้นได้เองอย่างต่อเนื่องหรือไม่ สีผิวการหายใจและความรู้สึกตัวดีขึ้นหรือไม่ม่านตาหดเล็กลงหรือไม่ หากผู้ป่วยมีอาการดังกล่าวแสดงว่าการปฐมพยาบาลได้ผล แต่ถึงกระนั้นก็ไม่ควรเลิกช่วยเหลือจนกว่าจะส่งผู้ป่วยให้อยู่ในความดูแลของแพทย์แล้ว
สรุปเป็นขั้นตอนการช่วยเหลือผู้ที่ถูกไฟดูด
กองบรรณาธิการ คัดมาจาก : อิเล็กทรอนิกส์แฮนด์บุ๊ค ฉบับที่ 96 สิงหาคม |
วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555
การปฐมพยาบาล..คนทีโดนไฟฟ้าดูด..
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)